วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

                           ผอมอย่างมั่นใจ ด้วยการแต่งตัว 

สำหรับคุณผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวกำลังเพิ่ม แต่งตัวแล้วไม่มั่นใจ ดูอ้วนขึ้นจะวิ่งไปเข้าคอร์สลดน้ำหนักก็ไม่ทันแล้ว วันนี้มีเทคนิคในการแต่งตัว โดยการใช้เครื่องประดับ มาช่วยเสริมลุคทำให้คุณผู้หญิงดูผอมเพรียว แต่งตัวได้มั่นใจมากยิ่งขึ้นมาฝาก


1.ใช้เครื่องประดับเป็นลูกเล่นให้เข้ากับการแต่งตัวดู ลองใช้งานดีไซน์รูปร่างต่างๆ ของจิวเวลรีให้เป็นประโยชน์ เช่น ถ้าอยากทำให้หน้าดูผอมเพรียวขึ้น ให้ลองหาต่างหูแชนเดอเลียร์ สร้อยเส้นยาวจะช่วยเน้นช่วงบนลำตัว ช่วยพรางลำคอที่ดูสั้นได้ การสวมใส่กำไลข้อมือหลายๆ อันที่ข้อมือ จะเป็นจุดดึงสายตาแทนแขนช่วงบนที่ดูหนาได้ด้วยค่ะ

2. หาเสื้อเสริมรูปร่างให้มากขึ้น เลือกใส่เสื้อผ้าท่อนบนสามารถดึงจุดสายตาได้ เช่นให้ลองใส่เสื้อคอวี เสื้อยาวเข้ารูปเน้นสัดส่วน หรือเสื้อบนที่เน้นรูปทรง เช่น คาร์ดิแกน หรือแม้แต่เดรสที่พอดีดูจะช่วยอำพรางรูปร่างหนาช่วงล่างได้

3.จับคู่สีผิวกับรองเท้า กฎแฟชั่นที่เซเลบฮอลีวูดใช้เป็นประจำเพื่อให้ดูรูปร่างดีคือการเลือกใส่สีรองเท้าให้ตรงเข้าสีผิว แถมยังทำให้การแต่งตัวน่าประทับใจอีกด้วย ถ้าคุณผู้หญิงเป็นคนผิวขาว ในช่วงหน้าร้อนนี้ลองใส่รองเท้าสีนู้ดหรือสีครีม จะทำให้ขาของคุณดูเพรียวขึ้น

4.เลือกแต่งตัวสีเดียว การใช้สีเสื้อชิ้นบนและชิ้นล่างเป็นโทนสีเดียวกันจะทำให้รูปร่างดูสูงขึ้น แต่ข้อควรจำ คือไม่ควรใช้เครื่องประดับเยอะ พยายามแต่งให้ลุคดูเรียบร้อยและสง่างาม จะสร้างลายของเสื้อผ้าตรง ให้มากกว่าลายขวางค่ะ

5. สวมแจคเกตทับกางเกงยีนส์ จับคู่กางเกงยีนส์กับแจคเกตหรือเบลเซอร์ซึ่งเป็นลุคที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นกางเกงสกินนียีนส์หรือกางเกงขากระบอกการใส่เสื้อแจกเกตสวมทับจะช่วยเน้นรูปร่างได้ แถมยังสร้างความมั่นใจให้กับรูปร่างของคุณได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยเน้นให้ดูมีบุคลิกที่ปราดเปรียว เท่ห์ และทันสมัยอีกด้วยค่ะ 



ที่มา:  http://www.thaiextrashop.com/article-63-%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88+%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7+.html
การนอนหลับอย่างเพียงพอ  ทำให้มีสุขภาพดี  และส่งผลสู่ผิวสวย


                ในด้านของสุขภาพนั้น  พิสูจน์ได้ว่าการนอนหลับที่ดีนั้น  จะสามารถช่วยซอมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้  โดยในขณะที่ร่างกายพักผ่อน  จะมีการหลั่งโปรตีน  ชนิดหนึ่งที่ช่วยในการซอมแซมแซมผิวส่วนที่สึกหรอ  นอกจากนี้การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอยังช่วยบำรุงในเรื่องของความดันโลหิตและช่วยบำรุงหัวในให้อยู่ในระดับที่ปกติ  ทำให้จิตใจมีสมาธิไม่เครียด  และมีส่วนช่วยในการพัฒนาความจำได้ด้วย
                ส่วนในด้านความงามนั้น  เชื่อว่าการนอนหลับอย่างเพียงพอ  จะช่วยชะลอผิวจากความร่วงโรยและไม่ทำให้ผิวดุแก่ก่อนวัย  ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับผิวที่เปล่งปลั่ง  สดใส  เพราะผิวของเราจะมีกระบวนการซ่อมแวมตัวเองตามธรรมชาติในขณะที่เรานอนหลับยิ่งเมื่อใช้สกินแคร์ที่เสริมการฟื้นฟูผิวก่อนนอน  ก็จะสามารถช่วยปกป้องผิวจากความหมองคล้ำแห้งกร้านได้ดียิ่งขึ้น
                ดังนั้น  การทำความสะอาดและการดูแลบำรุงก่อนอนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยต่อให้เหนื่อยล้ามากแค่ไหน  อย่างไรก็ควรทำความสะอาดผิวก่อนนอนเสมอ  เพราะทั้งคราบฝุ่นควัน  และสิ่งสกปรกที่สะสมบนผิวมาตลอดทั้งวัน  จะเป็นตัวเร่งทำให้ผิวยิ่งดูโทรมและเหนื่อยล้าในวันรุ่งขึ้น


ที่มา: http://www.krabork.com/2010/02/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B4/
 สาระน่ารู้ | เคล็ดลับ : เกลือปริมาณมากในซุปเป็นอันตราย
[ TOO MUCH SALT IN SOUP IS DANGEROUS ]

ผู้เชี่ยวชาญกองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก กล่าวเตือนว่า ผู้ที่ชอบซดซุปแบบต่างๆว่าคล่องคอ ควรจะสังวรให้จงหนักว่า ในซุปมีเกลือใส่อยู่แยะ ยิ่งกินมากเกินไป อาจจะเสี่ยงกับมะเร็งกระเพาะได้
     ดร.ราเชล ธอมป์สัน ผู้จัดการโครงการวิทยาศาสตร์ของกองทุน กล่าวว่า ธรรมดาซุปยี่ห้อระดับ หัวแถวก็มีเกลืออยู่มาก ตั้งครึ่งของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันอยู่แล้ว “ซุปเป็นตัวมารร้าย” ที่ได้ หมกเกลือเอาไว้อย่างหนึ่ง และบอกให้เลือกกินแต่ที่มีเกลืออยู่น้อย เป็นที่ทราบกันดีว่า เกลือมีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูง และเสี่ยงต่ออันตรายของการเป็นโรคหัวใจและอัมพาต และนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อด้วยว่า มันอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย

สาระน่ารู้ | เคล็ดลับ  | เกลือปริมาณมากในซุปเป็นอันตราย
สาระน่ารู้ | เคล็ดลับ  | เกลือปริมาณมากในซุปเป็นอันตราย
 

     ทางฝ่ายสมาคมพ่อค้าเกลือของอังกฤษ โฆษกของสมาคมได้แถลงตอบโต้ว่า รายงานของพวกผู้เชี่ยวชาญพิษวิทยา ที่คอยตักเตือนไม่ให้บริโภคอาหารที่เค็มจัด ว่าเพราะอาจจะเสี่ยงกับโรคมะเร็งรูปหนึ่งรูปใดได้ ไม่มีเหตุผลอันน่าเชื่อฟังเลย โดย เฉพาะที่ห้ามคนเรากินเกลือเกินกว่าวันละ 6 กรัม ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ฟังขึ้น และในการศึกษาบางเรื่อง ยังแสดงด้วยซ้ำว่า การลดกินเกลือ อาจจะยิ่งเสี่ยงใกล้กับโรคหัวใจด้วยซ้ำไป


ที่มา:http://www.ezythaicooking.com/food_and_drink_information/soup_and_salt.html
 สาระน่ารู้ : เต้าหู้กินมากเกินจำเป็นระวังเสี่ยงสูญเสียความจำ
[ ฺTOFU AND MEMORY ]

ผลวิจัยชี้ว่าผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ทำจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ถ้ารับประทานมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงในการสูญเสียความจำ ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคจิตเสื่อม
     นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลัฟเบอเรอในอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องนี้กับผู้สูงวัยชาวอินโดนีเซีย 719 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในตัวเมืองและเขตชนบทบนเกาะชวา พบว่าการกินเต้าหู้มากเกินไป คือไม่ต่ำกว่าวันละครั้ง มีส่วนทำให้ความจำแย่ลง โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อยู่ในวัย 68 ปีขึ้นไป เป็นที่รู้กันว่า ประชาชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา นิยมบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนการบริโภคเนื้อ คนตะวันตกยังหันมาบริโภคถั่วเหลืองมากขึ้นด้วย เพราะเชื่อว่าดีมีประโยชน์ แต่ผลวิจัยล่าสุดกลับบ่งชี้ว่า ถ้าให้ผู้สูงอายุกินเต้าหู้มากเกินไป อาจทำให้พวกเขาเป็นโรคจิตเสื่อม ซึ่งจะมีผลต่อความคิดและความจำ

เต้าหู้กินมากเกินจำเป็นระวังเสี่ยงสูญเสียความจำ
เต้าหู้กินมากเกินจำเป็นระวังเสี่ยงสูญเสียความจำ
 

     เต้าหู้เต็มไปด้วยสารไฟโตเอสโตรเจนส์ ซึ่งให้ผลในแบบเดียวกับเอสโตรเจน ที่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง ผลวิจัยชิ้นนี้พบว่า ถ้าร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนส์มากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นโรคจิตเสื่อม สอดคล้องกับผลวิจัยก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน จะทำให้ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเท่าตัวที่จะเป็นโรคจิตเสื่อมได้ แต่นักวิจัยยังต้องศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติม เพราะมีความเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า เต้าหู้อาจไม่ใช่ตัวการที่ทำให้ผู้สูงอายุในอินโดนีเซียมีความจำแย่ลง แต่อาจมาจากสารกันบูดในเต้าหู้ ที่ไปกระทบกับสมองในส่วนของความจำ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า เต้าหู้เป็นอาหารที่ซับซ้อน ประกอบด้วยสารอาหารหลายอย่างที่อาจเป็นสาเหตุในเรื่องนี้ และเห็นว่าผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่าสมองของผู้สูงวัยอาจมีปฏิกิริยากับฮอร์โมนเอสโตรเจนในทางตรงกันข้ามกับที่เราเคยคิดไว้



    สาระน่ารู้ | เคล็ดลับ : สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ
[ ฺ็CANCER AND FOOD ]



สาระน่ารู้ | เคล็ดลับ  | สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ
สาระน่ารู้ | เคล็ดลับ  | สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ
 
 ใครที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง วันนี้มีสารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการมาบอกกัน...

 1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย
     2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน
     3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง
     4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน
     5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด



ที่มา: http://www.ezythaicooking.com/food_and_drink_information/cancer_and_food.html
แอปเปลิ้...ราชาผลไม้ลดน้ำหนัก


การจำกัดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคุณผู้หญิง เพราะไหนจะต้องทนต่อความหิวจนกว่าจะผอม แต่พอผอมสมใจกลับโดนทักว่าทำไมดูซีดเซียว ไม่สดชื่น อวบอั๋นเหมือนตอนก่อนลดน้ำหนัก     การรับประทานผลไม้จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการลดน้ำหนัก และการมีสุขภาพที่สดใส เพราะผลไม้ประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องมีน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกนับไม่ถ้วน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ทรุดโทรม จึงเหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด

     เมื่อถามคนใกล้ตัวว่า "อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?" เชื่อว่าคงได้คำตอบกว่าครึ่งเป็นผลไม้รูปร่างอวบอัดที่ชื่อว่า "แอปเปิ้ล" แน่ ๆ เพราะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก"

   กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง

     แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลัก ซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด

      พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ลมีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจคือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน

      เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

       นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ

    แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน
       เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียวและแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อยคือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง

   ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก?

       จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ลมาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกันคือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทสที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธีคั้นน้ำ จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาลและสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน

   กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์

      ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ลวันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือกก็จะได้รับเส้นใยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ

       ในปัจจุบันมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ลสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย


ที่มา:http://women.thaiza.com/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/164183/
7 เคล็ดลับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน
สุขภาพ อาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ อาหารเช้า นม แอปเปิ้ล ส้ม 

       ในยุคที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย การกินเพื่อสุขภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจ เพราะการกินไม่ใช่แค่การสนองความต้องการหรือให้อิ่มท้องเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงผลที่มีต่อสุขภาพด้วย อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น ฟาสต์ฟูด อาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุค
ทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน
1.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น
3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูงวัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น
6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลส
เตอรอล    
      การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย

ที่มา:http://women.mthai.com/health/19398.html